หิริพงศ์ เทพศิริอำนวย
นักศึกษาปริญญาเอก คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยหิดล
บทนำ
ประเทศไทยมีหาดทรายที่มีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยว (Beach Tourism) หลายแห่ง เช่น หาดทรายแก้ว หาดแม่รำพึง หาดแหลมแม่พิมพ์ จังหวัดระยอง หาดไร่เลย์ จังหวัดกระบี่ หาดจันทร์แจ้ง หาดขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช รวมถึงหาดเจ้าไหม และหาดปากเมง จังหวัดตรัง เป็นต้น หาดทรายเหล่านี้มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจในฐานะแหล่งรายได้สำคัญจากกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวและการสันทนาการ ส่งผลต่อการสร้างรายได้/อาชีพให้แก่ชุมชนโดยรอบ นอกจากนี้ยังคงความสำคัญในฐานะระบบนิเวศชายฝั่งที่สำคัญด้านแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของสัตว์และพืชพรรณหลากหลายชนิดพันธุ์ เช่น เตยทะเล กกทะเล โกงกางหูช้าง ปูลม ไส้เดือนทะเล หอยน้ำพริก หอยเจดีย์ รวมถึงเต่าทะเลและนกทะเลบางชนิด[1]
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันหาดทรายในประเทศไทยยังคงเผชิญกับปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง (Coastal Erosion) หรือการถอยร่นของชายฝั่ง (Retreat of Coastline) ซึ่งเป็นปัญหาหนึ่งที่หลายคนอาจมองข้ามไป แต่ในความเป็นจริงแล้วปัญหานี้นับว่าเผชิญภาวะวิกฤติ จากรายงานของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (2552ก) พบว่า มีพื้นที่หาดทรายหลายแห่งทั้งชายฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามันที่มีอัตราการกัดเซาะมากกว่า 5 เมตรต่อปี โดยถือเป็นพื้นที่วิกฤติด้านการกัดเซาะชายฝั่ง อันเป็นผลมาจากเหตุปัจจัยหลายประการรวมถึงการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลอันเนื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate-Induced Sea-Level Rise)
หาดทราย (Sandy Beach) ของประเทศไทยจึงเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของระดับทะเลผ่านการกัดเซาะชายฝั่ง (Coastal Erosion) รวมถึงมีความเปราะบาง (Vulnerability) อยู่ในระดับสูง (เช่นเดียวกับหาดโคลน)[2] และอาจนำไปสู่การสูญเสียอาณาเขตทางทะเลที่มีอยู่ประมาณ 320,000 ตารางกิโลเมตร หรือการสูญเสียชายหาดทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามันที่มียาวรวมกันประมาณ 2,800 กิโลเมตร ทั้งนี้ชายฝั่งทะเลของประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นหาดทรายที่มีความลาดชันต่ำ และคิดเป็นกว่าร้อยละ 50 ของพื้นที่ชายฝั่งทั้งหมดหรือประมาณ 1,630 ตารางกิโลเมตรในพื้นที่ 16 จังหวัด (จากจังหวัดชายฝั่งทั้งหมด 23 จังหวัด)[3] ซึ่งหมายความว่าหากหาดทรายเหล่านี้ต้องสูญเสียไปจากการกัดเซาะชายฝั่งย่อมส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว และระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงมิได้
สถานการณ์ปัจจุบัน: วิกฤติการกัดเซาะ
ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการกัดเซาะชายฝั่ง (รวมถึงหาดทราย) แต่ทว่ายังคงมีปัจจัยหลักอื่นที่มีความสำคัญ ได้แก่ ปัจจัยทางธรรมชาติ (โครงสร้างทางธรณีสัณฐานของชายฝั่ง ลมพายุ คลื่น น้ำขึ้นน้ำลง พืชพรรณที่ปกคลุมพื้นที่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล เป็นต้น) และกิจกรรมของมนุษย์ (การพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งผ่านการสร้างที่อยู่อาศัย และสิ่งปลูกสร้างต่างๆบริเวณพื้นที่ชายฝั่ง และกิจกรรมบริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำ เช่น การสร้างเขื่อน เป็นต้น) ปัจจัยเหล่านี้เป็นแรงผลักดันต่อการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ชายฝั่ง (ให้เพิ่มขึ้นหรือลดลง)
จากการศึกษาของ Thampanya, et al (2006) พบว่า ในพื้นที่ชายฝั่งทางใต้ของประเทศไทยมีอัตราการกัดเซาะประมาณ 1.3-1.7 เมตรต่อปี ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับรายงานของนวรัตน์ (2553) ที่พบว่า ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งในฝั่งอ่าวไทยจะรุนแรงกว่าฝั่งอันดามัน (เฉลี่ย 3 และ 2 เมตรต่อปีตามลำดับ) ส่วนพื้นวิกฤติ (อัตราการกัดเซาะมากกว่า 5 เมตรต่อปี) มีทั้งหมด 18 จังหวัด แบ่งเป็นฝั่งอ่าวไทย 13 จังหวัด และฝั่งอันดามัน 5 จังหวัด นอกจากนี้ยังพบว่า หากภายใน 25 ปีข้างหน้าระดับน้ำทะเลบริเวณจังหวัดกระบี่เพิ่มขึ้น 20 เซนติเมตรจะส่งผลให้ชายหาดถอยร่น (Shoreline Retreat) ประมาณ 10-35 เมตร (Snidvongs, et al., 2008) ทั้งนี้พื้นที่ชายฝั่งที่เป็นหาดทรายเป็นพื้นที่ที่มีโอกาส/ความเป็นไปได้ในการได้รับผลกระทบสูง
พื้นที่ชายฝั่งของประเทศไทยในหลายจังหวัดมีปัญหาการกัดเซาะในระดับสูงคือ อัตราการกัดเซาะมากกว่า 5 เมตรต่อปี โดยผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อพื้นที่ชายฝั่ง (และหาดทราย) เมื่อประสบปัญหาการกัดเซาะ คือ การสูญเสียพื้นที่ชายฝั่ง (พื้นที่ชุ่มน้ำ หาดทราย และแหล่งที่อยู่ศัยของสัตว์ทะเล) การพังทลายของอาคารบ้านเรือน/ ที่อยู่อาศัยและโครงสร้างพื้นฐานบริเวณชายฝั่ง (ถนนเลียบหาด และเสาไฟฟ้า) รวมไปถึงการสูญเสียรายได้จากความยากลำบากในการประกอบอาชีพ เช่น การประมง การท่องเที่ยว เป็นต้น
ทิศทางของปัญหา: อนาคต?
จากการศึกษาของผู้เขียนโดยใช้แบบจำลองด้านการกัดเซาะชายฝั่ง (แบบจำลอง SimCLIM[4]) พบว่า จังหวัดระยอง จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดตรัง เป็นจังหวัดที่แนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบจากการกัดเซาะหาดทรายสูงที่สุดของประเทศไทยในอนาคต (เมื่อพิจารณารวมผลกระทบต่อการท่องเที่ยว) โดยหาดแหลมแม่พิมพ์ หาดบ้านเกาะฝ้าย และหาดปากเมง เป็น 3 หาดใน 3 จังหวัด (จังหวัดระยอง จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดตรังตามลำดับ) ที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบสูงที่สุด (มีอัตราการกัดเซาะมากกว่า 600 เมตรในพ.ศ.2643หรือเท่ากับ 5.71 เมตรต่อปี) โดยจากผลการวิเคราะห์ด้วยแบบจำลองฯ พบว่า ระดับน้ำทะเลมีแนวโน้มเพิ่มประมาณ 124.38 เซนติเมตรในพ.ศ.2643 (หรือค.ศ.2100) เทียบกับระดับในพ.ศ.2538 (หรือค.ศ.1995) ส่งผลให้เกิดการกัดเซาะหาดทราย 507.90 เมตร พื้นที่หาดทรายสูญเสียไปเท่ากับ 2.15 ตารางกิโลเมตร และประชาชนอพยพออกจากพื้นที่หาดทรายเท่ากับ 873 คนในพ.ศ.2643 (หรือค.ศ.2100) ซึ่งพบว่า การกัดเซาะหาดทรายนอกเหนือจากการนำไปสู่ผลกระทบในเชิงกายภาพ (พื้นที่หาดทรายที่สูญเสียไป) ยังคงนำไปสู่ผลกระทบในมิติเศรษฐกิจสังคม อันได้แก่ การย้ายถิ่น/อพยพของประชาชนในชุมชนโดยรอบ รวมไปถึงผลกระทบต่อการท่องเที่ยว เป็นต้น ซึ่งจากการศึกษาของผู้เขียนพบว่า หากไม่มีการดำเนินการป้องกัน/ปรับตัวใดๆจะส่งผลให้รายได้จากการท่องเที่ยวลดลงสูงถึง 540.90 ล้านบาท/ปี
อัตราการกัดเซาะที่ได้จากแบบจำลองมีความสอดคล้องกับงานวิจัยที่กล่าวมาข้างต้น เน้นย้ำถึงปัญหาการกัดเซาะที่ยังคงความวิกฤติและยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสม การปรับตัวทั้งรูปแบบที่มาจากการวางแผนโดยภาครัฐ (Planned Adaptation) และการดำเนินการโดยภาคชุมชน (Autonomous/spontaneous adaptation) ยังคงมีจำเป็น/ต้องการในการแก้ไขปัญหา อย่างไรก็ดีด้วยผลกระทบในมิติเศรษฐกิจสังคมอันหลากหลาย เช่น การสูญเสียถนนเลียบหาดทราย การสูญเสียที่อยู่อาศัยของชุมชน (อันส่งผลกระทบต่อการอพยพย้ายถิ่น) รวมถึงการสูญเสียรายได้จากการประมงและการท่องเที่ยว (รูปที่ 2)[5] ส่งผลต่อความลำบากในการดำเนินการปรับตัว/แก้ไขปัญหาที่ถูกต้องเหมาะสม
[1] กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (2556)
[2] Dwarakish et al. (2009)
[3] กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (2552) และสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (2554)
[4] แบบจำลอง The Simulator of Climate Change Risks and Adaptation Initiatives (SimClim) ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยบริษัท CLIMsystems ประเทศนิวซีแลนด์ (www.climsystems.com) โดยสามารถประยุกต์ใช้ในการประเมินผลกระทบด้านชีวกายภาพและเศรษฐกิจสังคม (Biophysical and Socio-Economic Consequences) อันเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล (Sea-Level Rise) การกัดเซาะชายฝั่ง (Coastal Erosion) น้ำท่วมชายฝั่ง(Coastal Flooding) และ การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่รุนแรง (Extreme Climatic Events) รวมถึงพิจารณาการปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งในระดับโลก ระดับภูมิภาค ระดับประเทศ และระดับท้องถิ่น นอกจากนี้ยังครอบคลุมถึงผลกระทบจากพายุ การเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเล ณ พื้นที่ท้องถิ่น และการตอบสนองของชายฝั่งต่อการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล ณ ช่วงเวลาและพื้นที่หนึ่งๆ
[5] IPCC, 2014
รูปที่ 1: อัตราการกัดเซาะในพ.ศ.2643 ของหาดต่างๆในจังหวัดระยอง จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดตรัง (รูปขวาบน รูปขวาล่าง และรูปซ้ายล่างตามลำดับ)

รูปที่ 2: ปัจจัยผลักดัน ผลกระทบ และการปรับตัวต่อปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง

แนวทางการดำเนินการแก้ไข: การปรับตัว
ความพยายามในการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งของประเทศไทยในปัจจุบันประกอบด้วย 3 แนวทาง ได้แก่ (ก) การใช้โครงสร้างทางวิศวกรรมหรือโครงสร้างแข็ง (Hard-Structural Solution) เหมาะสำหรับบริเวณชายฝั่งที่มีปัญหาถูกกัดเซาะอย่างรุนแรง เช่น กำแพงป้องกันคลื่น (Seawall) คันดักทราย (Groin) เขื่อนกันคลื่น (Breakwater) เขื่อนกันทรายและคลื่น (Jetty) และหัวหาด (Head Land) เป็นต้น (ข) การแก้ไขปัญหาการกัดเซาะแบบไม่ใช้โครงสร้างหรือโครงสร้างอ่อน (Soft-Structure Solution) เหมาะสำหรับบริเวณชายฝั่งที่มีชุมชนอาศัยไม่หนาแน่นและมีปัญหาการกัดเซาะที่ไม่รุนแรง เช่น การปลูกพืช การเสริมทรายชายหาด ไส้กรอกทราย และแนวไม้ไผ่กันคลื่น เป็นต้น รวมถึงความพยายามในการใช้มาตรการควบคุมทางกฏหมายและการใช้ประโยชน์ที่ดินชายฝั่งให้เหมาะสม และ (ค) การแก้ไขปัญหาโดยการใช้ธรรมชาติ (Natural-Based Solution) คือ การฟื้นฟูป่าชายเลน ป่าชายหาด ปะการังและหญ้าทะเล ให้เกิดความอุดมสมบูรณ์[1] ทั้งนี้สำหรับการปรับตัว/แก้ไขปัญหาในพื้นที่วิกฤต (อัตราการกัดเซาะมากกว่า 5 เมตรต่อปี) การใช้โครงสร้างแข็งผสมผสานกับโครงสร้างอ่อน เช่น การใช้กำแพงกันคลื่นควบคู่กับการถมหาดทราย หรืออาจใช้ปะการังเทียมควบคู่กับการถมหาดหาดทราย เป็นต้น อาจเป็นแนวทางที่มีความเหมาะสม โดยต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆในพื้นที่ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงขนาดของพื้นที่ชายฝั่ง
สำหรับการแก้ไขปัญหา/ปรับตัวในมิติเศรษฐกิจสังคมจะแตกต่างจากที่กล่าวมา (ที่เป็นการปรับตัวโดยใช้มาตรการ/การวางแผนโดยภาครัฐ) คือ เป็นการปรับตัวต่อปัญหาโดยชุมชนเสียส่วนใหญ่ เช่น การปรับปรุงโครงสร้างของบ้านเรือนให้คงทนต่อการกัดเซาะ (เสริมคอนกรีต หรือยกบ้านให้สูงขึ้น) การปรับเปลี่ยนอาชีพของชุมชน (จากการทำประมง/ท่องเที่ยวเป็นอาชีพอื่น) หรือการถ่อยร่น (Retreat) บ้านเรือนยังไปพื้นที่ที่ห่างจากบริเวณหาดทรายที่มีประสบปัญหาการกัดเซาะ (Inland Migration) เป็นต้น
อย่างไรก็ตามความพยายาม/แนวทางการแก้ไขที่มีอยู่ในปัจจุบันของประเทศไทยยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร แม้ว่าจะมีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ด้านกัดเซาะชายฝั่งโดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งมาตั้งแต่พ.ศ.2551 แต่การแก้ไขปัญหาในภาพรวมยังขาดการบูรณาการในการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ รวมไปถึงกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้อง การมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชนในการจัดการปัญหา การควบคุมการใช้ประโยชน์พื้นที่ชายฝั่งอย่างเหมาะสม และการกำหนดระยะถอยร่นที่ชัดเจนยังคงถูกละเลยไป การแก้ไขยังคงเน้นหนักไปที่วิธีการทางวิศวกรรมที่ใช้โครงสร้างแข็งโดยขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในระบบนิเวศของหาดทรายธรรมชาติ เช่น ในกรณีของหาดบ้านเกาะฝ้าย จังหวัดนครศรีธรรมราช (รูปที่ 3) ที่การดำเนินการส่งผลต่อการสูญเสียพื้นที่หาดทราย รวมไปถึงโครงสร้างขั้นพื้นฐาน (ถนน) เป็นต้น
ทั้งนี้ภาครัฐควรหันกลับมามองการแก้ไขปัญหาในแบบองค์รวมมากขึ้นทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้มาตรการทางภาษี (ภาษีสิ่งแวดล้อม) เพื่อจัดตั้งกองทุนในการแก้ไขปัญหา (ตามหลักการ Polluter Pay Principle: PPPs) อาจให้โรงงานอุตสาหกรรมที่ก่อสร้างรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่ทะเล ซึ่งส่งผลกระทบต่อการไหลเวียนของกระแสน้ำ และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของหาดทราย เข้ามาส่วนร่วมในการดำเนินการร่วมกับชุมชนที่ได้รับผลกระทบด้วย (โดยอาจอยู่ในรูปของเงินชดเชยการสูญเสียรายได้ นอกเหนือจากภาษี) นอกจากนี้อาจมีการดำเนินการร่วมกันขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน และภาคเอกชน (โรงาน/บริษัท) ในพื้นที่เพื่อปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์ และส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่น กรณีของหาดแสงจันทร์ จังหวัดระยอง เป็นต้น ทั้งนี้การทำความเข้าใจโครงสร้างเชิงระบบนิเวศชายฝั่งของแต่ละพื้นที่ให้ลึกซึ้ง (การไหลเวียนของกระแสน้ำและคลื่น ทิศทางลม พืชพรรณ สัตว์ทะเล และอื่นๆ) เป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในการพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะหาดทราย โดยควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของการแทรกแซงธรรมชาติโดยไม่จำเป็นให้น้อยที่สุด รวมไปถึงการพิจารณาขอบเขตของผลกระทบที่ครอบคลุมและมีความชัดเจน
[1] กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (2552ข)
รูปที่ 3: การดำเนินการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งในพื้นที่หาดบ้านเกาะฝ้าย จังหวัดนครศรีธรรมราช

บรรณนุกรม