รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เนื่องจากในปัจจุบันนี้ สินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีอยู่ด้วยกันหลายกลุ่ม ในที่นี้จะขอกล่าวถึง สินค้าและบริการที่เอื้อประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม (Environmentally Preferable Products and Services)
สินค้าและบริการที่เอื้อประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม อาจหมายถึงสินค้าและบริการที่มีลักษณะดังต่อไปนี้
(1) การผลิตสินค้าและบริการจะคำนึงถึงปัญหาการขาดแคลนทรัพยากร (Scarcity) และการส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (Environmental Quality) ตลอดสายโซ่การผลิต ตั้งแต่วัตถุดิบ จนถึงกระบวนการกำจัดซากและของเสีย
(2) การคำนึงถึงปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนั้น อาจจะเกิดขึ้น ณ ขั้นตอนใดก็ได้ในวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์และบริการ ซึ่งอาจจะรวมถึงการผลิต (Production) และ การขาย (Sale)
(3) แนวคิดในการคำนึงถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยึดหลักประเมินตามวัฏจักรวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์หรือบริการ[1]
(4) การออกแบบผลิตภัณฑ์คำนึงถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมและการลดลงของทรัพยากรธรรมชาติ หรือ มีการย่อยสลายง่ายกว่า กำจัดซากง่ายกว่า สามารถเข้าระบบ 3R (Reuse, Recycle, Recovery) ได้มากกว่า เป็นต้น
(5) เป็นสินค้าและบริการที่ทำลายสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า (Less Environmental Harm) เมื่อเปรียบเทียบกับสินค้าชนิดเดียวกันหรือสินค้าที่มีวัตถุประสงค์การใช้เหมือนกัน
กระบวนการผลิตสินค้าและบริการต้องคำนึงถึง 4 ปัจจัย คือ
(ก) การใช้ทรัพยากรธรรมชาติและพลังงานน้อยกว่า
(ข) จำนวนการปล่อยสารอันตรายในระหว่างวงจรการผลิต (Hazardous Waste Generated by the Product along Its Life Cycle) น้อยกว่า
(ค) ผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์และสัตว์น้อยกว่า และ
(ง) การปกป้องคุ้มครองสิ่งแวดล้อม (Preservation the Environment) มากกว่า
“สินค้าและบริการที่เอื้อประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม” มีนัยยะที่กว้างกว่า “สินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” เพราะสินค้า “เอื้อประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม” คำนึงถึงวงจรการผลิตตั้งแต่วัตถุดิบจนถึงการกำจัดซาก ในขณะที่ สินค้า “ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” คำนึงเฉพาะมลพิษหรือการใช้ทรัพยากร ณ กระบวนการผลิตจุดใดจุดหนึ่งเท่านั้น
รายการสินค้าที่อาจจัดอยู่ในกลุ่ม Environmentally Preferable Products เช่น
รายการบริการที่อาจจัดอยู่ในกลุ่ม Environmentally Preferable Services เช่น
